วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มาดูเรื่องแปลกๆ..ที่อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

กาฬสินธุ์ฮือฮา! พบท่อนไม้ยักษ์อายุพันปี



กาฬสินธุ์ - ชาวบ้านอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ แห่กราบไหว้และทำพิธีขอเลขเด็ดกับท่อนไม้ยักษ์ขนาด 5 คนโอบ อายุพันปี หลังใช้รถแบ็กโฮขุดลอกปรับปรุงเป็นบ่อน้ำสำหรับอุปโภค กลับเจอฝังลึกอยู่ในพื้นดินกว่า 15 เมตร ต่างเชื่อเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้โชคลาภ ขณะที่ทางวัดเตรียมเก็บรักษาเป็นสาธารณะสมบัติ ให้ผู้คนกราบไหว้ขอความเป็นสิริมงคล วันนี้ (24 ก.พ.) ที่บริเวณหลังวัดโพธิ์โนนสว่าง บ้านโนนสว่าง หมู่ 5 ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ได้มีประชาชนจากทั่วสารทิศจำนวนมาก หลั่งไหลไปกราบไหว้ท่อนไม้ยักษ์ขนาด 5 คนโอบ ที่คาดว่ามีอายุนับพันปี โดยพบฝังลึกลงไปในพื้นดินกลางหนองน้ำประมาณ 15 เมตร จึงต่างมีความเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และจะนำโชคลาภมาให้บุคคลที่สักการะกราบไหว้ พระครูประโชติโพธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์โนนสว่างกล่าวว่า ก่อนที่จะพบท่อนไม้ขนากยักษ์ท่อนนี้สาเหตุทางวัดและคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้รับงบประมาณจากทางราชการ สำหรับขุดลอกหนองบุ่ง พื้นที่ประมาณ 7 ไร่ ที่เป็นหนองน้ำสาธารณะบริเวณหลังวัดฯ ทั้งนี้ เพื่อที่จะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำหรับการใช้สอยของชาวบ้านและให้สัตว์เลี้ยง กิน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง โดยพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ลุ่มที่ชาวบ้านเรียกว่าหนองบุ่ง มีต้นไม้เบญจพรรณชนิดต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่เคยมีร่องรอยหรือปรากฎว่าเคยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ในบริเวณนี้ โดยหนองบุ่งเคยทำการขุดลอกครั้งหลังสุดประมาณ 30 ปีที่
หัวข้อ : กาฬสินธุ์ฮือฮา! พบท่อนไม้ยักษ์อายุพันปี






ผมนนท์บ้านโนน
สวางหลานแม่ทองใบ?
ผ ม ห ลา น เ เ ม่ ท อ ง ใ บ บ้า น โ น น ส วา ง
วันนี้ผมจะมากล่าวเรื่องต้นไม้โบราณ
แตกตื่นต้นไม้ใหญ่โบราณชาวบ้านโนนสวาง ตำบลหลักเมือง อำเภอกมลาไสย และชาวบ้านทั้งใกล้และไกลแห่กันมาชมต้นไม้ใหญ่โบราณไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในวันที่ 30 มีนาคม 2553 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันที่กำหนดเป็นฤกษ์ดีที่กรรมการหมู่บ้านและผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา กำหนดเอาต้นไม้ขึ้นมาตั้งแสดงให้คนทั่วไปได้เห็นจากข่าวการได้ขุดพบต้นไม้ใหญ่ใต้ดิน โดยการขุดบ่อเพื่อเป็นสระน้ำอเนกประสงค์ในบริเวณวัดบ้านโนนสวางซึ่งอยู่ในเขตใกล้ริมฟังลำน้ำปาวตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นมา โดยได้รับงบประมาณจากกรมทรัพยากรธรณี ในพื้นที่กว้าง 100 ม. ยาว 100 ม. ลึกประมาณ 4 ม. ในขณะที่ขุดลงไปที่ความลึกเกือบ 4 ม.นั้นได้พบกับท่อนไม้ใหญ่ไม่ทราบขนาดท่อนหนึ่งจึงพักการขุดไว้ระยะหนึ่งในช่วงที่หยุดพักการขุดอยู่นั้น คนขับรถขุดดินได้บอกกับชาวบ้าน คณะกรรมการวัดที่เฝ้าดูการขุดดินว่าตนเองได้ฝันเห็นคนผู้หญิงโบราณคนหนึ่งมาบอกว่าตนเองถูกฝังอยู่ใต้ดินบริเวณที่กำลังขุดอยู่นี้เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว อยากขึ้นมาจากใต้ดิน ให้ช่วยกันเอาขึ้นมาด้วย ตนเองก็เลยไม่กล้าขุดต่อ จึงบอกคณะกรรมการหมู่บ้านและคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านมาตั้งศาลบอกกล่าวให้ด้วย ซึ่งตนก็คิดว่าคงเป็นเจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อของคนโบราณจากข่าวที่บอกไปนั้นได้แพร่กระจายออกไปทำให้มีผู้สนใจมาร่วมดูการขุดดินในบริเวณดังกล่าวแทบทุกวัน แล้วคณะกรรมการก็ตกลงจัดตั้งศาลบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางให้ การดำเนินการขุดบ่อดินตรงนั้นจึงได้ดำเนินการต่อไปอีกครั้ง หลังจากการขุดในครั้งนี้ดำเนินการไปประมาณ 2 วันชาวบ้านก็ตะลึงเมื่อได้พบกับต้นไม้ขนาดใหญ่จมอยู่ใต้ดินบริเวณนั้น ซึ่งอยู่ในสภาพโค่นล้มทั้งรากนอนขนานอยู่กับพื้น มีขนาดใหญ่และยาวมาก คนขับรถขุดดินจึงขุดคุ้ยดินบริเวณรอบ ๆ ออก สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนใกล้เคียงและกระจายไปถึงต่างถิ่นแห่กันมาดู ประมาณการคร่าว ๆ ว่า ยาวไม่น้อยกว่า 40 ฟุต เส้นรอบวงไม่ต่ำกว่า 3 คนโอบ หรือ มากกว่า 600 เซนติเมตร กรรมการและผู้นำชุมชนได้ประชุมกันกำหนดฤกษ์ว่าให้รถจักรต่าง ๆ มาทำการยกต้นไม้นี้ขึ้นในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันเสาร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งเป็นวันพระ (ดับเดือน4) แต่วันนั้นทั้งวันในการใช้รถขุดแบ๊กโฮ รถลากซุง ทำการขุดลากขึ้นอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ท่ามกลางผู้คนที่แวะวนมาดูและมาจุดธูปลูบแป้งเสี่ยงโชคไม่ขาดสาย จนสาย ๆ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ จึงสามารถนำต้นไม้นั้นขึ้นมาได้ ในสภาพที่ติดรากมาด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนกิ่งก้านด้านปลายแตกหักหมดไม่เหลือกิ่งติดมา การขุดพบครั้งนี้มีผู้คนสนใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยมีใครที่กล่าวถึงเรื่องราวว่าเคยพบต้นไม้ใหญ่อยู่บริเวณนี้เลย รวมทั้งผู้คนที่เชื่อในสิ่งลี้ลับ ความศักดิ์สิทธิ์ทั้งเรื่องเจ้าที่เจ้าทาง เทพดาหรือดวงวิญญาณว่าต้องมีภูตผี วิญญาณ หรือเทวดาเฝ้ารักษาอยู่ต่างก็มาจุดธูป ลูบแป้งหาเลขเด็ดไปแทงหวยได้หลายตัวแตกต่างกันไป บังเอิญว่าในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 เลขท้าย 3 ตัวของรางวัลที่ 1 ออกมา 222 ตรงกับเลขท้ายทะเบียนรถเครน ที่ลากต้นไม้ต้นนี้ขึ้นจากบ่อดินด้วย ทำให้มีคนถูกหวย(ใต้ดิน)มากพอสมควร ข่าวความศักดิ์สิทธิ์จึงได้แพร่กระจายไปแบบปากต่อปาก ไม่มีเขตจำกัด มีคนสนใจจำนวนมาก รวมทั้งเจ้าเข้าทรงได้มาเข้าทรงชี้นำคนกราบไว้และใบ้หวย ทั้งยังได้บอกว่าดวงวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนี้ยังขึ้นมาไม่หมดขอให้เอาขึ้นมาให้หมดด้วย จากนั้นทีมขุดค้นดินก็ขุดค้นในบริเวณเขตที่กำหนดในการขุดบ่อดินนั้นต่อไปและได้พบกับต้นไม้ใหญ่อีกสองต้น ความยาวใกล้เคียงกันแต่มีขนาดเล็กว่าต้นแรก คาดว่าคงมีอายุหลังจากโค่นล้มมาแล้วเท่า ๆ กับต้นแรก ซึ่งได้ฤกษ์นำขึ้นมา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ในวันที่ 30 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา และนำขึ้นมาได้สำเร็จเสร็จสิ้น ในเวลาประมาณ 19.00 น. มีผู้คนสนใจเข้ามาดูและกราบไหว้จนแน่นขนัดบริเวณวัดไปหมดเกือบพันคนตามภาพจากการสัมภาษณ์คุณตาไตร แก่นแสนดี อายุ 82 ปี ผู้ซึ่งมีที่ดินติดกับวัดบริเวณขุดบ่อดินแห่งนี้ ทั้งเป็นผู้ได้บริจาคดินในบริเวณที่ติดกับที่ขุดบ่อให้กับทางวัดด้วย ท่านบอกว่า จากการที่ได้รู้จักคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านมานาน ทั้งยังมีชีวิตอยู่(อายุกว่า 90 ปี )และที่เคยเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ถ้านับอายุท่านเหล่านั้นมาถึง ณ ปัจจุบันก็เกือบ 200 ปีแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับคำบอกเล่ามาเลยว่าบริเวณดังกล่าวนั้นเคยเป็นอะไรมาก่อนและไม่เคยกล่าวถึงว่ามีต้นไม้ใหญ่ในนั้นหรือไม่ จึงคาดคะเนว่า ในที่ดังกล่าวแต่ก่อนไม่ต่ำกว่า 200 ปี ก่อนนี้คงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์
มีต้นไม้ใหญ่มากมายและเป็นขอบตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำปาว ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำปาวเปลี่ยนทิศทาง ทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นวังน้ำวน กัดเซาะตลิ่งและต้นไม้โค่นล้มลง หลายร้อยปีผ่านไป แม่น้ำปาวเปลี่ยนทิศทาง ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นที่ดอน จากการพัดพาเอาดินและโคลนต่าง ๆ มาในฤดูน้ำหลาก แล้วถูกขอนไม้เหล่านี้กักกันไว้ เมื่อนำลงลงมีต้นไม้และพืชชนิดต่าง ๆ เกิดขึ้นปกคลุมแทนที่ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่คำนวณตามขนาดและวงปีของต้นไม้ที่อยู่บนชั้นดินปัจจุบันดังที่เห็นก่อนที่จะมีการขุดบ่อในปัจจุบันที่ตัดโค่นออก ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ปี ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะบริเวณดังกล่าวอยู่ห่างกับฝั่งแม่น้ำปาวในปัจจุบันประมาณไม่ถึง 100 ม. แค่นั้น สรุปแล้วต้นไม้ทั้งสามต้นอยู่ในลักษณะโค่นล้มไขว้กันแต่มีทิศทางของด้านปลายหันไปทิศทางเดียวกัน บริเวณท่อนปลายขาดหายมีรอยคล้ายไฟไหม้ไม่มีกิ่งติดลำต้นมา และพบเศษส่วนของกิ่งก้านหลงเหลืออยู่ในบริเวณที่ขุดค้นพบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อยู่ลึกใต้ดินที่ทับถมหนาประมาณ 4 เมตร มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่ด้านบนซึ่งมีอายุประมาณกว่า 100 ปี และย้อนหลังไปกว่าร้อยปี ไม่เคยได้ยินข่าวบอกเล่าใด ๆ จึงสันนิษฐานว่า ต้นไม้ทั้งสามต้นโดยเฉพาะต้นใหญ่มีเส้นรอบวงไม่ต่ำกว่า 600 เซนติเมตร (น่าจะมีอายุตั้งแต่เกิดถึงโค่นล้มไม่ต่ำกว่า 600 ปี รวมอายุต้นไม้ต้นนี้ ตั้งแต่เกิดถึงโค่นล้มและนับรวมหลังจากโค่นล้มถึงการขุดพบในปัจจุบันน่าจะเกือบ1,000 ปีได้ ) ตั้งอยู่ไกลตลิ่งกว่า ส่วนสองต้นเส้น รอบวงประมาณ 300 ถึง 400 เซนติเมตร อายุก็คงลดหลั่นกันไป หรือเป็นต้นไม้ลูกของต้นใหญ่ นี้เกิดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปาวอยู่ใกล้ตลิ่งกว่า บริเวณนี้น้ำปาวคดโค้งและเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เกิดวังน้ำวนต่อมาน้ำกัดเซาะตะลิ่ง ส่งผลไห้ต้นไม้ใหญ่ทั้งสามต้นโค่นล้มลง โดยต้นเล็กทั้งสองต้นโค่นลงก่อน ต่อมาต้นใหญ๋จึงได้โค่นตาและทับอยู่บนสองต้นเล็กนั้นแต่อยู่ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ส่วนปลายของต้นไม้ทั้งสามซึ่งยาวกว่า 40 ฟุต ล้มไปฟาดกับตลิ่งอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้ท่อนปลายส่วนที่เป็นกิ่งก้านสาขาแตกหักอยู่บนตลิ่งฝั่งนั้นและถูกไฟเผาไหม้ในเวลาต่อมาจนเหลือซากอยู่เพียงเล็กน้อย ส่วนท่อนไม้ทั้งสามที่เหลือซึ่งล้มพาดบริเวณน้ำเซาะตลิ่งไปในทิศทางเดียวกันจมลงไปในน้ำและขวางทางน้ำที่กัดเซาะตลิ่ง กลายเป็นแนวกันน้ำที่ไหล วนมา ทำให้กั้นเอาดินหินทรายที่น้ำพัดพามาในเวลาน้ำหลากมาไว้รวมกันเกิดเป็นสันดินกั้นทางเดินของน้ำไว้และสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้น้ำเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ดินและโคลนได้ทับถมต้นไม้ทั้งสามจนเต็มคุ้งน้ำซึ่งลึกกว่า 4 เมตร ทำให้น้ำแห้งหายไปเมื่อถึงฤดูนำลด หลายร้อยปีผ่านไปนำท่วมนำหลากไม่ถึงทำให้ดินตรงนั้นเป็นที่ดอน แล้วเกิดต้นไม้พืชพรรณปกคลุมแทนที่อยู่มาหลายร้อยปีก่อนมีการขุดค้นพบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งต้นไม้มีแกนเนื้อไม้ที่มีความแข็งแรงอยู่มากโดยเฉพาะต้นใหญ่ แม้ว่ารอบ ๆ ต้นด้านนอกจะเน่าผุไปตามสภาพและอายุบ้างแล้วก็ตาม ทำให้ชาวบ้านที่เห็นต้นไม้ต้นแรกที่นำขึ้นมานั้นเชื่อว่าเป็นไม้ตะเคียน แต่ผู้เขียนพิจารณาจากลักษณะของต้นไม้ทั้งสามต้นแล้วพบว่าลายเส้นเนื้อไม้มีเส้นที่หยาบใหญ่กว่าไม้ตะเคียนจึงน่าจะเป็นไม้ที่มีเนื้ออ่อนกว่าไม้ตะเคียนซึ่งอยู่ในกลุ่มต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่จำนวนไม่กี่ประเภท เช่นกะบาก หรือยางนา เป็นต้น แต่ที่สำคัญสามารถได้กลิ่นของน้ำมันซึ่งเป็นกลิ่นของไม้ตะกูลยางนาจากไม้ต้นใหญ่ได้ รวมทั้งบริเวณใกล้เคียงริมฝั่งแม่น้ำปาวแห่งนี้เป็นแหล่งของไม้ยางนาที่เคยอุดมสมบูรณ์มาก่อน ซึ่งสองต้นสุดท้ายที่ปรากฏอยู่ริมฝั่งน้ำปาวข้างวัดชัยมงคล ในเขตเทศบาลกมลาไสย มีขนาดใกล้เคียงกับต้นไม้เล็กทั้งสองต้นนี้ ซึ่งถูกตัดโค่นไปแล้วเมื่อสองปีที่ผ่านมา คาดว่าคงตัดเพื่อไม่ให้กีดขวางทางที่นำเรือยาวขนาดใหญ่ลงน้ำเพื่อแข่งขันในงานประจำปีแข่งเรือยาวของทางอำเภอ ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า ไม้โบราณทั้งสามต้นที่พบเห็นในครั้งนี้ ควรเป็นไม้ยางนาสำหรับท่านที่สนใจอยากไปเยี่ยมชมต้นไม้โบราณทั้งสามต้นนี้สามารถไปแวะชมได้ที่วัดบ้านโนนสวาง ตำบลหลักเมือง(อยู่ในเขตเทศบาลกมลาไสย)อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ทุกเวลา โดยคณะกรรมการหมู่บ้านได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมและได้ตั้งตู้บริจาคเพื่อสมทบทุนในการจัดทำแท่นวางไม้ทั้งสามต้นและเป็นปัจจัยในการบำรุงรักษาเนื้อไม้ตามจำเป็นต่อไป สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถเดินทางตามเส้นทางกาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด ระยะทางจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงอำเภอกมลาไสยให้เลี้ยวซ้ายบริเวณสี่แยกป้อมยามตำรวจกมลาไสย ส่วนท่านที่เดินทางมาตามเส้นทางร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ระยะทางจากร้อยเอ็ดประมาณ 38 กม.ถึงป้อมยามตำรวจแล้วเลี้ยวขวา(ใกล้ ๆ กึ่งกลางเมืองกมลาไสย) ผ่านวัดแพงศรี(มีพระยืน)แล้วไปตามเส้นทางบ้านบึงไฮประมาณ 1 กม.แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบ้านโนนสวาง (ยังไม่ถึงงบ้านบึงไฮ) แล้วถามหาที่ตั้งของวัดและต้นไม้โบราณนี้ไม่ยากครับ ขอให้โชคดีครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น